การบริหารงานด้านอัคคีภัย
Fire Emergency Management

ในการที่จะวางแผนการฉุกเฉินนั้น มีหลายสิ่งที่จะต้องพิจารณาอย่างละเอียด คือ

1. จำนวนเครื่องใช้และอุปกรณ์ต่าง ๆ
จะต้องคำนึงและทราบจำนวนว่ามีแล้วจำนวนเท่าไรและสามารถจะหาได้จากภายนอกหรือจากแหล่งช่วยเหลือจากภายนอกได้มากน้อยเพียงใด
ก. เครื่องมือที่มีอยู่แล้วภายในสถานที่ทำการ
อาจจะมีมากน้อยแล้วแต่ความจำเป็นของสถานประกอบการ อาจจะเป็นชนิดเคลื่อนย้ายได้หรือแบบติดตั้งถาวรตามจุดต่าง ๆ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ จะต้องมีการตรวจสอบอย่างดีเสมอ และมีการซ่อมบำรุงอย่างถูกต้องด้วยนอกเหนือจากนี้จะต้องวางในตำแหน่ง หรือจุดที่เห็นง่าย ไม่มีอะไรปิดบัง และอยู่ในที่ที่ปลอดภัย
หมายเหตุ ควรให้การดูแลกับอุปกรณ์สนับสนุนอื่น ๆ ได้เหมือนกันด้วยเช่นกัน
ข. เครื่องมือที่ได้รับจากภายนอกที่มาช่วยเหลือ
หลังจากที่ได้มีการตกลงกับบริษัท หรือสถานประกอบการที่จะให้ยืมอุปกรณ์ฉุกเฉินต่างๆ ว่าจะมีมากน้อยเท่าไรในกรณีฉุกเฉิน บุคคลากรได้ผ่านการฝึกอบรมวิธีการใช้มากน้อยเพียงไร และคำนึงถึงว่าหากไปช่วยผู้อื่นก็อย่าให้กระทบกระเทือน หรือมีผลเสียหายกับสถานที่ประกอบการของตัวเอง

2. จำนวนบุคคลากรที่สามารถปฏิบัติงานได้ในเวลาฉุกเฉิน
ในเบื้องต้นจะต้องคำนึงถึงการช่วยเหลือ และกู้ภัย และอพยพผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล หรือพวกพนักงานดับเพลิง และทำการดับไฟให้กับบริเวณนั้นอย่างมีประสิทธิภาพ และปลอดภัย 
ก. กลุ่มพนักงานดับเพลิงประจำ
จะเป็นหน่วยแรกที่เข้าที่ทำการดับเพลิงเบื้องต้นและขั้นรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ว่ามากน้อยเพียงใด และในขณะเดียวกันจะต้องเป็นหน่วยที่จะต้องประสานงานแจ้งเตือนให้กับหน่วยดับเพลิงของทางราชการ หน่วยพยาบาล ฯลฯ ในเวลาปกติจะต้องเป็นผู้ตรวจสอบบำรุงรักษาอุปกรณ์ที่ใช้ในกรณีฉุกเฉินทุกชิ้นโดยตรง 
ข. พนักงานดับเพลิงอาสาสมัคร
อาจจะเป็นพนักงานที่ทำหน้าที่อย่างอื่นในเวลาปกติ แต่สามารถที่จะเข้ามารับหน้าที่เป็นพนักงานดับเพลิง เมื่อมีเหตุฉุกเฉินได้ทันที โดยจะผ่านการฝึกอบรมในการดับเพลิง การใช้เครื่องมือ เป็นอย่างดีมาแล้ว
ค. หน่วยกู้ภัย
อาจจะเป็นพนักงานจากหน้าที่ใดก็ได้ที่ผ่านการฝึกอบรม และสามารถเรียกตามตัวได้ตลอดเวลา หน้าที่อย่างแรกโดยตรงคือ ค้นหาตำแหน่งซึ่งอาจจะมีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บส่งศูนย์ปฐมพยาบาลในทันที

3. รายชื่อและเบอร์โทรศัพท์
จะต้องมีรายชื่อและเบอร์โทรศัพท์ของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและจะต้องมีการทดสอบการติดต่อตามหมายเลขที่ได้รับและการติดต่อจะต้องกระทำโดยเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการอบรมมาแล้วในการที่จะติดต่อกับเจ้าหน้าที่อื่นในกรณีฉุกเฉิน

4. ศูนย์อำนวยการสั่งงาน
จะเป็นตัวประสานงานในการที่จะติดตั้งแผนงานฉุกเฉินไว้ และจะต้องมีการแก้ไขปรับปรุงให้มีความพร้อมที่สุด และจะต้องได้รับการสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่ทุกแผนกทุกฝ่ายเพื่อให้บรรลุถึงประสิทธิภาพของแผนกฉุกเฉิน

5. การฝึกอบรม 
จะต้องมีการฝึกอบรมและทดสอบว่า สิ่งที่ได้เรียนรู้มานั้นเวลาปฏิบัติงานจริง ๆมีสิ่งบกพร่องอะไรบ้างที่สามารถแก้ไข เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้มากขึ้น การอบรมควรมีเนื้อหาถึงจุดที่เป็นอันตรายต่าง ๆ ในที่ทำงานและวางแผนว่ควรจะทำอย่างไร หากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นในบริเวณนั้น มีการสอบการดับไฟจริง
 การช่วยเหลือและกู้ภัยและการฝึกการใช ้อุปกรณ์ฉุกเฉิน

6. การซ้อมในสถานะการฉุกเฉินจำลอง
เพื่อที่จะประเมินผลว่า แผนงานนั้นใช้การได้ดีหรือไม่ประการใด โดยจะมีข้อสังเกตุต่าง ๆ ที่จะสังเกตุได้ และสำหรับใช้ในการพิจารณาปรับปรุงแก้ไข คือ
ก. เป้าหมาย
- มีจุดมุ่งหมายที่แน่ชัด
- การแสดงออกและการตอบสนองจากการฝึกอบรม
- ดูจุดบกพร่อง
- ใช้สถานการณ์ที่ไม่คาดคิด มาจำลองสถานการณ์ให้มากที่สุด
ข. การเลือกสถานการณ์การฝึกซ้อม
- เพลิงไหม้ ทุกหน่วยได้ปฏิบัติการอะไรบ้างในจุดที่สำคัญ ๆ
- ช่วยเหลือและกู้ภัย เนื่องจากการล้ม และไฟฟ้าช๊อต
- เพลิงไหม้และช่วยเหลือกู้ภัยพร้อมกัน
- การอพยพหนีภัย จากหมอกไอพิษ การรั่วของแก๊สต่าง ๆ
ค. ผู้ที่เกี่ยวข้องในองค์กร
- เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น พนักงานดับเพลิง
- เจ้าหน้าที่ทั่ว ๆ ไป
- เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือกู้ภัย
- เจ้าหน้าที่ตำรวจดับเพลิง และเจ้าหน้าที่รักษาพยาบาล
- เจ้าหน้าที่จากองค์กรอื่น ที่เข้ามาทำการช่วยเหลือ
- นักข่าวหนังสือพิมพ์ ทีวี
- พนักงานและคนงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อซ้อมอพยพ
- ผู้คนจากบริเวณหรือสถานที่ใกล้เคียง
ง. ประเมินผลการฝึกซ้อม
- หลังจากที่ฝึกแล้ว จะต้องมีการประชุมกับผู้บริหารทันทีว่าผลเป็นอย่างไร
- บันทึกข้อแนะนำ เพื่อที่จะทำการแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้น
- ส่งสำเนาบันทึกการประชุดที่ได้ ถึงทุกคนที่เกี่ยวข้อง
- ติดตามผลที่ได้จากการประชุม เพื่อที่จะดำเนินการประสานงานกับแผนต่าง ๆ เพื่อที่จะแก้ไข หรือฝึกซ้อมและอบรม เพิ่มเติม ในจุดหรือสถานที่อื่น ๆ ที่คิดว่าเป็นจุดที่ ล่อแหลมต่อการเกิดอุบัติภัย

7. ข้อตกลงระหว่างบริษัทในเรื่องของการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
ถ้าหากว่าบริเวณสถานประกอบการ มีโรงงานและบริษัทอื่น ๆ อยู่ใกล้เคียงอาจจะมีการตกลงในการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีข้อแม้ปลีกย่อยกว้าง ๆ ที่ต้องคำนึงถึงคือ
- ก่อนที่จะเซ็นสัญญาตกลง ควรจะมีการชี้แจงอธิบายข้อตกลงอย่างแน่ชัด
- บุคคลากร และอุปกรณ์ เครื่องมือที่จะทำการส่งไปช่วยเหลือที่อื่น จะต้องไม่มีผลเสีย หรือกระทบกระเทือนต่อสถาน  ที่ของตนเอง หรือไม่อย่างไร
- ให้ตรวจสอบกับบริษัทประกันภัย ในเรื่องการคุ้มครองค่าเสียหายต่าง ๆ ว่าคุ้มครอง หรือไม่
- เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงที่ทำไว้ จะต้องคำนึงถึงความรับผิดชอบที่ผูกพันต่อ  กัน
- เจ้าหน้าที่ที่อยู่ในข่ายที่จะต้องรับผิดชอบ ในการช่วยเหลือต่อกัน จะต้องมีการฝึกอบรมและมีความคุ้น  เคยกับสถาน  ที่ของบริษัทอื่นเป็นอย่างดีด้วย 
- รายชื่อและเบอร์โทรศัพท์ของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จะต้องเก็บไว้ในสถานที่ใดที่หนึ่ง ที่เป็นจุดกลาง และไม่ควรมีรายชื่อ มากเกินความจำเป็น จะช่วยให้การติดต่อง่ายและ รวดเร็วขึ้น
- หน่วยดับเพลิงของทางราชการ ควรจะมีส่วนรับรู้และควรเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเพราะ มีการติดต่อสื่อสารที่ดี และอาจจะเป็นศูนย์กลางได้อีกด้วย

8. การสนับสนุนจากฝ่ายบริหาร
เจ้าหน้าที่และพนักงานทุกระดับควรมีส่วนในการออกความคิดที่จะจัดการวางแผนฉุกเฉินผู้บริหารจะต้องเป็นผู้ปรับปรุงแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เช่น ความต้องการ การฝึกอบรม และประเมินว่า ควรจจะมีอุปกรณ์และกำลังคนจำนวนมากน้อยเท่าไร ถึงจะเพียงพอ ที่สำคัญที่สุดคือ ความร่วมมือและรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่และพนักงานทุกคนทุกระดับเพื่อให้ง่ายต่อการปฏิบัติในสถานการณ์จริง

แปลและเรียบเรียงจาก TEXAS  A & M  HAND BOOK
ชาติชาย ไทยกล้า

                     BACK TO  รวมความรู้